ในประเทศไทยนั้น พบไผ่อยู่ 30 ชนิด ดังนี้
|
|
|
|

รูปทรง (เรือนยอด) -
ใบ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือเกือบกลม ยาว 7-22 ซม. กว้าง 0.5-1.5 ซม. ท้องใบมีขน เส้นกลางใบข้างบนแบน เส้นลายใบ 4-6 เส้น ขอบใบสากและคม ก้านใบสั้น 0.5 ซม. ครีบใบเล็ก ขอบใบมีหนามเล็ก ๆ 2-3 อัน กาบใบแคบไม่มีขน นอกจากตามขอบอาจจะมีขนอ่อน
ดอก จะออกดอกเป็นกลุ่ม(Gregariour flowering)ไม้ไผ่ที่ออกดอกประเภทนี้ จะออกดอกพร้อมๆกัน ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง
หน่อ หน่อใช้รับประทานได้ ที่นิยมคือใช้ทำซุปหน่อไม้

การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า ไผ่รวกสามารถให้ผลผลิตเมล็ด ได้จำนวนมากในแต่ละปี การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดจะได้กล้าปริมาณมาก เพราะเมล็ดไผ่รวก 1กิโลกรัมมีจำนวนเมล็ดมากถึง 50,300 เมล็ดและสามารถขยายพันธุ์โดยแยกเหง้าได้ แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และได้ปริมาณจำกัด นอกจากนี้ยังสามารถทำการปักชำเหง้าค้างปีได้ ซึ่งเหง้าค้างปีเป็นเหง้าของกล้าไผ่อายุ 2-5 ปีที่งอกจากเมล็ดในสภาพธรรมชาติ เป็นเหง้าที่มีขนาดเล็ก มีปริมาณมาก การปักชำเหง้าค้างปีจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการแยกเหง้าขนาดใหญ่มาก และกล้าไผ่ที่ได้สามารถตั้งตัวและเจริญเติบโตได้เร็วกว่ากล้าที่เพาะจากเมล็ด ประมาณ 3 เท่า ซึ่งเมล็ดไม้ไผ่รวกส่วนมากจะสั้น หากเก็บไว้นานๆ เปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลงเรื่อยๆ เช่น เมล็ดที่เก็บไว้นานประมาณ 7 เดือน ในสภาพธรรมชาติเมื่อนำมาเพาะปรากฏว่าไม่งอกเลย ทั้งที่มีเมล็ดดีถึง 96 เปอร์เซ็นต์
ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก
ดิน -
ความชื้น -
แสง -
การปลูกดูแลบำรุงรักษา หากพบว่ามีการระบาดของโรคและแมลงในแปลงปลูกไม้ไผ่ ก็ควรใช้สารเคมี บางชนิดกำจัดเป็นคราว ๆ ไป สารเคมีที่นิยมใช้กำจัดโรคและแมลง ได้แก่พวก มาลาไธออน , เซฟวิน ผสมน้ำราดที่หน่อและเหง้าก็สามารถกำจัดและป้องกันได้ หรือใช้จุลินทรีย์บางชนิด เช่น ตัวห้ำ , ตัว เบียฬ เข้าทำลายโรคและแมลงด้วยกันเอง เช่น เมคโตสตีฟ ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งผสมน้ำพ่นตาม ใบ
การคัดเลือกพื้นที่และเตรียมพื้นที่ปลูก ควรเตรียมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ฤดูแล้ง ซึ่งจะทำงานได้สะดวกสามารถลงมือปลูกได้ทันในต้นฤดูฝน โดยในพื้นที่ที่เป็นแอ่ง ที่ลุ่มน้ำขัง มีเนิน หรือมีตออยู่ในพื้นที่ต้องไถบุกเบิก กำจัดตอออกให้หมด ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ราบอยู่แล้ว แค่ไถพรวนกำจัดวัชพืชอย่างเดียวก็พอ ในแหล่งที่สามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ก็สามารถปลูกไผ่ได้ตลอดปีเช่นกัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรปลูกตั้งแต่ฝนเริ่มตก จนถึงปลายเดือนมิถุนายน หากฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำช่วย หลุมที่ปลูกไผ่ตงควรมีขนาด กว้างxยาวxลึก ไม่น้อยกว่า 50x50x50 เซนติเมตร ให้ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม (ประมาณ 300-500 กรัม) ต่อหลุม ผสมปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว 1 บุ้งกี๋ (ประมาณ 1 กิโลกรัม) และยาฆ่าแมลงฟูราดาน 1-1.5 ช้อนแกง (10-15 กรัม) คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุม ให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อสำหรับดินยุบตัวภายหลัง
วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม ระยะเวลาที่เหมาะต่อการปลูกไผ่อยู่ในช่วงฤดูฝน คือ ระหว่างเดือนพฤษภาคม - กันยายน เนื่องจากช่วงระยะที่เริ่มปลูกไผ่ต้องการน้ำมาก การปลูกในช่วง ฤดูฝนจึงลดค่าใช้จ่ายในการรดน้ำลงได้มาก และเป็นระยะที่ไผ่มีการเจริญเติบโตดีที่สุดด้วย สำหรับ ระยะปลูกและจำนวนกล้าไผ่ต่อพื้นที่ ควรมีระยะปลูกประมาณ 4 x 4 เมตร หรือประมาณ 100 กอต่อไร่ หลุมที่ปลูกมีขนาดประมาณ 30 x 30 x 50 เซนติเมตร ในการปลูกไผ่ขนาดเล็กควรรองก้น หลุมด้วยปุ๋ยคอกเพื่อช่วยให้มีการเจริญเติบโตดี และอัตราการรอดตายสูงขึ้นด้วย
โรคและแมลง แมลงประเภทเจาะไชหน่อและปล้องอ่อนได้แก่แมลงจำพวก ด้วง , ด้วงงวงปีกแข็ง , แมลงประเภทกัดกินใบและประเภทม้วนใบ เป็นแมลงที่ชอบกัดกินใบและม้วนใบ เพื่อเป็นที่หลบซ่อนตัว และเป็นที่อาศัยในระยะเป็นดักแด้ ได้แก่ หนอนผีเสื้อกลางคืน , แมลงประเภท เจาะไชใบ ได้แก่ หนอนผีเสื้อขนาดเล็ก , แมลงประเภทเพลี้ยแป้ง ชอบเกาะอยู่ตามหน่ออ่อนหรือตามใบ อ่อนเพื่อดูดน้ำเลี้ยง
อัตราการเจริญเติบโต เมื่อเริ่มปลูกไผ่ในระยะแรกต้นไผ่จะยังไม่โต แต่จะแตกกิ่งก้านและ ใบเพื่อการสะสมอาหาร เมื่อสะสมอาหารเต็มที่แล้ว ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมหน่ออ่อน ก็จะแตกตาจากเหง้าใต้ดิน แต่ยังมีขนาดเล็กกว่าขนาดปกติของไผ่ชนิดนั้น ซึ่งใช้ ระยะเวลาประมาณ 3-4 ปี เมื่อไผ่เจริญเติบโตเป็นกอเต็มที่แล้วก็จะแตกหน่อใหม่ทุกปี ขนาดของหน่ออ่อนจะโตเท่ากับลำ แม่ในกอ ไผ่ที่มีลำและกอขนาดใหญ่สามารถสะสมอาหารได้มากกว่า หน่อไผ่จะเจริญเติบโตตลอดวัน
การเก็บรักษา ทำได้ 2 วิธี คือ วิธีธรรมชาติและวิธีเคมี วิธีธรรมชาติ คือ โดยการแช่น้ำและการใช้ ความร้อน การแช่น้ำเป็นวิธีป้องกันมอดเจาะที่ทำกันแพร่หลายทั้งยังเป็นการถนอมรักษาไม้ไผ่อย่าง ง่าย ๆ แต่ได้ผลดีพอสมควร เพื่อให้แป้ง น้ำตาล และสารละลายน้ำอื่น ๆ ถูกชะล้างออกไปจนแมลงไม่ สนใจใช้เป็นอาหาร วิธีนี้ทำได้ทั้งไม้ไผ่สดและไม้ไผ่แห้ง โดยนำไม้ไผ่ไปแช่น้ำให้ท่วม ถ้าเป็นน้ำไหล ได้ยิ่งดี หรือแช่ในน้ำเค็มก็ได้ถ้าบริเวณนั้นไม่มีเพรียงอยู่ด้วย เพราะเพรียงจะเกาะไม้ไผ่ภายในระยะ เวลาอันสั้น นอกจากนี้ ถ้าน้ำไม่สะอาดพอก็จะทำให้ไม้ไผ่นั้นสกปรกตามไปด้วย ระยะเวลาการแช่น้ำ ไม้ไผ่สดแช่ตั้งแต่ 3 วันถึง 3 เดือน ส่วนไม้ไผ่แห้งจะได้ผลดีที่สุดต้องเพิ่มเวลาอีกไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ การสกัดน้ำมันจากไม้ไผ่ ไม้ไผ่จะต้องนำมาสกัดน้ำมันออกก่อนที่จะนำไปลงน้ำยาป้องกันแมลง และเชื้อราต่าง ๆ เพื่อให้การลงน้ำยาได้ผลจริง ๆ ซึ่งประโยชน์จากการสกัดน้ำมันจากไม้ไผ่ คือทำให้ไม้ ไผ่แข็งแรงทนทาน มีผิวภายนอกสวยงาม ก่อนนำไม้ไผ่ที่ตัดแล้วมาสกัดน้ำมัน ควรตั้งพิงเอาโคนขึ้น ข้างบน หรือวางกองบนม้านั่งในที่ร่ม เพื่อมิให้ไม้ไผ่แห้งเร็วเกินไป และควรผึ่งไว้ประมาณ 1 เดือน การสกัดน้ำมันออกจากไม้ไผ่ทำได้ 2 วิธี คือ ให้ความร้อนด้วยไฟและด้วยการต้ม ทั้ง 2 วิธีนี้เรียกว่า ทำ การผ่านให้ความร้อนดังกล่าวแล้ว เรียกว่า "ไผ่สุก" ซึ่งมีประโยชน์ที่จะใช้ในการก่อสร้างและ อุตสาหกรรมประเภทศิลปะ เมื่อคำนึงถึงของการผ่านกรรมวิธีเพื่อรักษาเนื้อไม้นั้นแล้ว จึงเห็นว่าวิธีให้ ความร้อนด้วยไฟทำให้ไม้ไผ่แข็งแรงและแข็งแกร่ง โดยการเอาไม้ไผ่ปิ้งในเตาไฟ ซึ่งอาจใช้ถ่านไม้ หรือถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงก็ได้ ระวังอย่าให้ไหม้ไฟ และรีบขัดน้ำมันที่เยิ้มออกจากผิวให้หมดเพราะเมื่อ เย็นลงแล้วจะเช็ดไม่ออก ส่วนอุณหภูมิและระยะเวลาในการให้ความร้อนนั้นใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในอุณหภูมิ 120-130 องศาเซลเซียส การให้ความร้อนอาจกระทำซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ความร้อนกระจาย ได้ทั่วถึง เพราะการให้ความร้อนครั้งเดียวมาก ๆ อาจทำให้ไม้แตกได้ ส่วนการให้ความร้อนโดยการ ต้มจะทำให้เนื้อไม้ ไผ่อ่อนนุ่ม โดยการต้มในน้ำธรรมดาเท่านั้น ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เนื่องจาก วิธีนี้ความร้อนจะต่ำกว่าการสกัดความร้อนด้วยไฟ แต่ถ้าผลที่ได้ไม่เป็นที่พอใจก็อาจใช้โซดาไฟ 10.3 กรัม หรือโซเดียมคาร์บอเนต 15 กรัม ละลายในน้ำ 18.05 ลิตร ต้มนานประมาณ 15 นาที หลังจากต้ม เสร็จแล้วให้รีบเช็ดน้ำมันที่ซึมออกมาจากผิวไม้ไผ่ก่อนที่จะแห้ง เพราะถ้าเย็นแล้วจะเช็ดไม่ออกจากนั้น ล้างน้ำให้สะอาดและทำให้แห้งต่อไป การรมควันไม้ไผ่ เป็นวิธีง่าย ๆ โดยการรมควันผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ ด้วยกำมะถัน ในห้องที่ปิดสนิทประมาณ 6 ชั่วโมง แล้วทิ้งไว้ในห้องอีก 1 วันจึงนำออกจำหน่ายหรือใช้ งานต่อไป หรือใช้รมควันด้วยหญ้าหรือฟางข้าวให้มีควันขึ้นสม่ำเสมอ วิธีนี้ต้องคอยระวังอย่าให้ ผลิตภัณฑ์ไหม้ไฟ ดังนั้น จึงควรเลือกเอาวิธีที่พอเหมาะพอดีกับความประสงค์ที่จะใช้งาน ทั้งในแง่ ของการคุณภาพและขนาดของการผลิต วิธีเคมี คือ เป็นการใช้สารเคมีอาบหรืออัดเข้าไปในเนื้อไม้ วิธี นี้สามารถรักษาเนื้อไม้ไผ่ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าวิธีธรรมชาติ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ ดังนี้ โดยการจุ่ม ปกติจะใช้ระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่นาที ซึ่งดีกว่าวิธีทาหรือพ่น เพราะสิ้นเปลืองน้ำยาน้อย กว่า ใช้ได้ทั้งไม้ไผ่สดและไม้ไผ่แห้ง โดยจุ่มในน้ำยาดีดีทีเข้มข้น 5% ผสมกับน้ำมันก๊าดนานประมาณ 10 นาที จะป้องกันเนื้อไม้ไผ่ได้นานถึง 1 ปี แต่ถ้าจุ่มให้นานขึ้นจะสามารถทนได้ยาวนานถึง 2 - 2 1/2 ปี การอาบน้ำยาแบบนี้สำหรับไม้ไผ่ที่ใช้งานชั่วคราว ไม้ไผ่ที่ใช้ในที่ร่มหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการทาสี เสร็จแล้วทาน้ำมันชักเงาทับอีกที โดยการทา น้ำยาจะซึมเข้าไปในเนื้อไม้ไผ่โดยผ่านทางผิวไม้ไผ่ จะ ซึมมากน้อยเพียงใดย่อมแล้วแต่ชนิดของไม้ไผ่ที่อาบน้ำยา สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันมอดและแมลงมี ัดังนี้ คอปเพอร์ซัลเฟต จำนวน 5-10% ใช้เวลาทา 30 นาที , ซิงค์ซัลเฟต จำนวน 1% ใช้เวลาทา 30 นาที , ลีดแอซีเตต จำนวน 1% ใช้เวลาทา 30 นาที , บอแรกซ์ จำนวน 1% ใช้เวลาทา 30 นาที , โซดา ไฟ จำนวน 1% ใช้เวลาทา 6 นาที , สารส้ม จำนวน 5-10% ใช้เวลาทา 6 นาที , แนปทาลีนคลอไรด์ จำนวน 3% ใช้เวลาทา 30 นาที , แพนทาโคลโรฟีโนล จำนวน 1% ใช้เวลาทา 30 นาที , โซเดียมคาร์ บอเนต จำนวน 3% ใช้เวลาทา 30 นาที โดยการแช่ด้วยน้ำยาเชลล์ไดรต์ วิธีนี้ง่ายและเสียค่าใช้จ่าย น้อยที่สุด แต่มีข้อเสียคือ เสียเวลานาน ส่วนผสมน้ำยาเชลล์ไดรต์ 3 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ไม้ไผ่ไว้ ประมาณ 24 ชั่วโมง หลังจากแช่น้ำยาแล้วนำออกผึ่งแดดให้แห้ง จึงเก็บไว้ใช้งานต่อไป (ถ้าไม้ไผ่สด ต้องใช้เวลาแช่นานกว่าไม้ไผ่แห้ง 1 เท่าตัว) โดยการฟอกขาว คือ ไม้ไผ่ที่ผ่านการให้ความร้อนและ สกัดเอาน้ำมันออกแล้ว จะปรากฏเป็นสีเหลือง เมื่อต้องการให้ผิวไม้ไผ่เป็นสีขาวหรือย้อมสีให้สวย มีวิธี ปฏิบัติ ดังนี้ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซค์ 40 กรัม โซเดียมซิลิเคต 4 กรัม โซเดียมไฮดรอกไซด์ 2.5 กรัม นำโซเดียมซิลิเคตผสมกับโซเดียมไฮดรอกไซด์ น้ำอุ่น 700 ซีซี และไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ผสมให้ เข้ากัน นำไม้ไผ่ลงไปต้มในอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นานประมาณ 20-40 นาที หลังจากนั้นผสม กรดแอซีติก 5 ซีซี กับน้ำ 500 ซีซี แช่ไว้ประมาณ 15 นาที แล้วนำไปล้างน้ำ
การแปรรูป นิยมปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน หรือใช้ในการตบแต่งบ้านเพราะไผ่รวกมีความสวยงามขึ้นเป็นกอ ลำเรียวเปลา ตรง กิ่งใบน้อย และอยู่เฉพาะตอนปลายของลำเท่านั้น ในด้านอุตสาหกรรมเหมาะสำหรับใช้ทำเยื่อกระดาษ เพราะเยื่อไม้ไผ่รวกมีความยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ลำที่ยังสดอยู่สามารถนำมาดัดให้ตรงได้โดยใช้ความร้อน ลำไผ่รวกที่ผ่านการคัด ดัด ตรง และขัดผิวแล้ว มีการส่งเป็นสินค้าออกสำหรับเป็นไม้ค้ำพืชหน่อทางการเกษตร เช่น องุ่น หน่อเมื่อปอกทำความสะอาดหน่อแล้ว ต้มอัดใส่ปี๊บทำให้มีการทำหน่อไม้ปี๊บออกจำหน่ายปีละหลายร้อยล้านบาทจากป่าต่าง ๆ ทั่วประเทศ 
การตลาด -
การบริโภค -
การนำเข้า -
การส่งออก -
การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้ -
การใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศน์ -
การใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิสถาปัตย์ -
การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ -
การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร -
| สารอาหาร | ปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม |
| โปรตีน | 0.5 กรัม |
| ไขมัน | 0.1 กรัม |
| แคลเซียม | 24 มิลลิกรัม |
| ฟอสฟอรัส | 22 มิลลิกรัม |
| เหล็ก | 0.6 มิลลิกรัม |
| โซเดียม | 4 มิลลิกรัม |
| ไทอะมีน | 0.04 มิลลิกรัม |
| ไรโบฟลาวิน | 0.04 มิลลิกรัม |
| ไนอะซิน | 0.4 มิลลิกรัม |
| กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) | 70 มิลลิกรัม |
ประเภทของกล้วย


กล้วยป่า
กล้วยตานี ผลใหญ่มีเมล็ดมาก
กล้วยน้ำไทหรือกล้วยหอมเล็ก
กล้วยไข่ในประเทศไทยนิยมปลูกมากที่จังหวัดกำแพงเพชร จึงมีคนเรียกว่ากล้วยไข่กำแพงเพชร
กล้วยหอมจันทร์ 
กล้วยนมสาว พบทางภาคใต้
กล้วยร้อยหวี มีผลมาก ผลขนาดเล็ก
กล้วยหอมทองผลใหญ่
กล้วยหอมใต้หวัน มีผลดกกว่ากล้วยหอมทอง
กล้วยหอมเขียวค่อม ผลสุกโดยธรรมชาติจะมีสีเขียว แต่ถ้าบ่มถูกวิธีก็จะมีสีเหลือง
กล้วยนากมีผลใหญ่
กล้วยน้ำ
กล้วยขม
กล้วยน้ำว้า ถ้าแบ่งตามไส้จะมี 3 ชนิด คือ ชนิดไส้ตรง ชนิดไส้เหลือง และชนิดไส้แดง
กล้วยหักมุก ลักษณะผลเป็นเหลี่ยมชัดเจน เปลือกหนา 
กล้วยส้ม ลักษณะคล้ายกล้วยหัวมุก แต่ผลเล็กกว่า
กล้วยนิ้วมือนาง ผลค่อนข้างใหญ่ ลักษณะอ้วนป้อม
กล้วยหิน มีมากทางภาคใต้ มีผลดกคล้ายกล้วยตานี
กล้วยเปรี้ยว มีรสค่อนข้างเปรี้ยว
กล้วยแพ ลักษณะใบแผ่ออกไปคล้ายพัด
กล้วยบัว ลักษณะหัวปลีคล้ายดอกบัว ต้นขนาดเล็ก มักใช้เป็นไม้ประดับ